ใส่เงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น OT และโบนัส แล้วรู้ว่าเงินเข้าบัญชีจริงเหลือเท่าไร — หักประกันสังคมเท่าไร ภาษี ณ ที่จ่ายเดือนละเท่าไร และทั้งปีเสียภาษีกี่บาท
ลดหย่อนซับซ้อนกว่านี้ (ThaiESG, เพดานย่อยกลุ่มเกษียณ, Easy E-Receipt) ใช้ คำนวณภาษีเงินได้ฉบับเต็ม
เงินเดือนที่ตกลงกับบริษัทคือยอดก่อนหัก ส่วนยอดที่โอนเข้าบัญชีจริงจะน้อยกว่าเสมอ เพราะมีสามรายการหลักถูกหักออกไปก่อน รายการแรกคือเงินสมทบประกันสังคมซึ่งคิด 5% ของค่าจ้าง โดยใช้ฐานคำนวณต่ำสุด 1,650 บาทและสูงสุด 15,000 บาท เท่ากับว่าใครที่เงินเดือน 15,000 บาทขึ้นไปจะถูกหัก 750 บาทเท่ากันหมด
รายการที่สองคือเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งไม่ใช่ทุกบริษัทจะมี ปกติหักที่ 3–15% ของเงินเดือนตามที่พนักงานเลือก เงินก้อนนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกเก็บเข้ากองทุนของตัวเองและนายจ้างมักสมทบให้อีกส่วน ทั้งยังใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย
รายการที่สามคือภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าภาษีคำนวณจากเงินเดือนของเดือนนั้นแยกเดี่ยว ๆ ความจริงคือนายจ้างประมาณการเงินได้ทั้งปีก่อน แล้วคำนวณภาษีทั้งปีตามอัตราขั้นบันได จากนั้นจึงหารเฉลี่ยหักไว้ทุกเดือน เครื่องมือนี้จึงคำนวณด้วยวิธีเดียวกัน
ค่าคอมมิชชั่นที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง ค่าล่วงเวลา เบี้ยขยัน และโบนัส ล้วนเป็นเงินได้ประเภทเดียวกับเงินเดือนตามมาตรา 40(1) จึงถูกนำไปรวมคำนวณภาษีทั้งปีในขั้นบันไดเดียวกัน ไม่มีอัตราพิเศษและไม่ได้แยกคิดต่างหาก คนที่คิดว่า "คอมฯ โดนหักหนักกว่า" มักเข้าใจผิด สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือรายได้รวมทั้งปีสูงขึ้นจนบางส่วนขึ้นไปอยู่ในขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม
แต่มีจุดหนึ่งที่ต่างกันจริงและหลายคนไม่รู้ คือฐานคำนวณเงินสมทบประกันสังคม กฎหมายใช้คำว่า "ค่าจ้าง" ซึ่งหมายถึงเงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานโดยทั่วไปจึงถูกนำมารวมเป็นฐาน ขณะที่ค่าล่วงเวลาและโบนัสตามแนวปฏิบัติทั่วไปไม่ถูกนำมารวม เครื่องมือนี้จึงแยกช่องคอมมิชชั่นกับ OT ออกจากกันและคิดฐานประกันสังคมต่างกัน
ในทางปฏิบัติผลต่างนี้เห็นเฉพาะคนที่เงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท เพราะฐานคำนวณถูกจำกัดไว้ที่ 15,000 บาทอยู่แล้ว ใครที่เงินเดือนถึง 15,000 บาทก็ถูกหัก 750 บาทเท่ากันไม่ว่าจะมีคอมมิชชั่นเท่าไร แต่คนเงินเดือน 12,000 บวกคอมฯ 8,000 จะถูกหักเต็ม 750 บาทแทนที่จะเป็น 600 บาท
อีกกรณีที่ต้องแยกให้ออกคือค่านายหน้าที่จ่ายให้คนที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ตัวแทนขายอิสระหรือนายหน้าประกัน เงินก้อนนั้นเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ไม่ใช่ 40(1) และไม่มีประกันสังคม ม.33 แต่ในแง่การหักค่าใช้จ่ายยังเหมือนกันคือหักได้ 50% รวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท เครื่องมือนี้ออกแบบมาสำหรับพนักงานประจำที่ได้คอมมิชชั่นจากนายจ้าง
| เงินเดือน | ภาษีทั้งปี | ภาษี/เดือน | เข้าบัญชี/เดือน |
|---|---|---|---|
| 20,000 | ไม่มี | 0 | 19,250 |
| 30,000 | 2,050 | 171 | 29,079 |
| 50,000 | 20,600 | 1,717 | 47,533 |
| 80,000 | 73,200 | 6,100 | 73,150 |
| 100,000 | 122,750 | 10,229 | 89,021 |
สมมติไม่มีโบนัส ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมีเฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 กับประกันสังคม · ถ้ามีลดหย่อนอื่นตัวเลขภาษีจะต่ำกว่านี้
จากตารางจะเห็นว่าคนเงินเดือนไม่ถึงราว 26,000 บาทมักยังไม่ต้องเสียภาษี เพราะหลังหักค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000 บาท) ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคมแล้ว เงินได้สุทธิยังไม่เกิน 150,000 บาทซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษีไม่ได้แปลว่าไม่ต้องยื่น ผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์ยังมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการอยู่ดี
อีกจุดที่ควรเข้าใจคืออัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าขั้นบันไดที่เห็นเสมอ คนเงินเดือน 100,000 บาทอยู่ในขั้น 20% แต่จ่ายจริงเพียงราว 10% ของเงินได้ เพราะขั้นบันไดคิดเป็นชั้น ๆ ไม่ได้คิดอัตราสูงสุดกับเงินทั้งก้อน ตารางในผลลัพธ์แสดงให้เห็นทีละชั้นว่าเงินส่วนไหนโดนกี่เปอร์เซ็นต์
อยากวางแผนลดหย่อนแบบละเอียดพร้อมเพดานย่อยของกลุ่มเกษียณ ใช้ คำนวณภาษีเงินได้ฉบับเต็ม อยากรู้รายละเอียดเงินสมทบและสิทธิ์ที่ได้รับดูที่ คำนวณประกันสังคม หรือถ้ากำลังคิดจะซื้อรถซื้อบ้าน เอาตัวเลขเงินเข้าบัญชีไปเช็คต่อที่ กู้บ้านได้เท่าไร และ ผ่อนรถไหวไหม
กรณีมีเฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัวและประกันสังคม จะเสียภาษีทั้งปีราว 2,050 บาท เฉลี่ยเดือนละราว 171 บาท เมื่อหักประกันสังคม 750 บาทด้วยจะเหลือเข้าบัญชีราว 29,079 บาท ถ้ามีลดหย่อนเพิ่มเช่นประกันชีวิตหรือ RMF ภาษีจะลดลงอีก
กรณีมีเฉพาะลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทและประกันสังคม เงินเดือนราว 26,000 บาทขึ้นไปจึงเริ่มมีภาษี เพราะเงินได้สุทธิเริ่มเกิน 150,000 บาทที่ได้รับยกเว้น แต่ผู้มีเงินได้ถึงเกณฑ์ยังต้องยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีต้องจ่าย
นายจ้างประมาณการเงินได้ทั้งปี คำนวณภาษีทั้งปีตามขั้นบันได แล้วหารด้วยจำนวนเดือนเพื่อทยอยหัก ดังนั้นภาษีรายเดือนคือภาษีทั้งปีหาร 12 โดยประมาณ ไม่ใช่คิดจากเงินเดือนเดือนนั้นแยกเดี่ยว ๆ
ไม่ต่าง โบนัสเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เหมือนเงินเดือน นำไปรวมคำนวณทั้งปีเหมือนกัน ไม่มีอัตราพิเศษ แต่เพราะทำให้เงินได้รวมสูงขึ้นจึงอาจดันบางส่วนขึ้นขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม และเดือนที่ได้โบนัสมักถูกหักภาษีมากกว่าเดือนปกติ
ค่าคอมมิชชั่นที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เหมือนเงินเดือน จึงรวมคำนวณภาษีทั้งปีในขั้นบันไดเดียวกัน ไม่มีอัตราพิเศษ ที่รู้สึกว่าโดนหักหนักเพราะรายได้รวมสูงขึ้นจนบางส่วนขึ้นขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม ส่วนค่านายหน้าที่จ่ายให้คนที่ไม่ใช่ลูกจ้างจะเป็น 40(2) แทน
ประกันสังคมคิดจาก "ค่าจ้าง" คือค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ค่าคอมมิชชั่นโดยทั่วไปจึงถูกนำมารวมเป็นฐาน ส่วน OT และโบนัสตามแนวปฏิบัติทั่วไปไม่รวม แต่เพราะฐานถูกจำกัดที่ 15,000 บาท คนที่เงินเดือนถึง 15,000 จึงถูกหัก 750 บาทเท่ากันอยู่ดี ต่างกันเฉพาะคนเงินเดือนต่ำกว่านั้น
ถ้าพอประเมินได้ให้ใส่ค่าเฉลี่ยต่อเดือน แต่ถ้าเหวี่ยงมากหรือจ่ายเป็นรอบไตรมาส แนะนำให้ใส่ยอดรวมทั้งปีในช่อง "โบนัส / คอมฯ จ่ายเป็นก้อน" แทน ภาษีทั้งปีจะออกมาเท่ากัน ต่างกันแค่การเฉลี่ยรายเดือน
ไม่ขาดทุน เงินที่หักไปเข้าบัญชีกองทุนของคุณเอง นายจ้างมักสมทบให้อีกส่วนซึ่งเท่ากับได้เงินเพิ่มฟรี และยังใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้างและอยู่ในเพดานรวมกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท
สลิปจริงอาจมีรายการอื่นที่เราไม่รู้ เช่น ค่าล่วงเวลา เบี้ยขยัน ค่าเดินทาง เงินกู้สวัสดิการ หรือวิธีเฉลี่ยภาษีของฝ่ายบุคคลที่ต่างกันเล็กน้อย เครื่องมือนี้จึงเป็นการประมาณการที่ใกล้เคียง ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชี