เกษียณต้องมีเงินเท่าไรถึงพอใช้จนแก่ และต้องออมเดือนละเท่าไรถึงจะถึงเป้า — คิดเงินเฟ้อให้ด้วย เพราะเงิน 20,000 วันนี้กับอีก 30 ปีข้างหน้าซื้อของได้ไม่เท่ากัน
คนส่วนใหญ่ประเมินเงินที่ต้องมีตอนเกษียณต่ำเกินไป เพราะมองข้ามสองเรื่อง เรื่องแรกคือเงินเฟ้อ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาทในวันนี้ เมื่อผ่านไป 30 ปีที่เงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปี จะกลายเป็นราว 48,500 บาทต่อเดือนจึงจะมีคุณภาพชีวิตเท่าเดิม เรื่องที่สองคือระยะเวลาหลังเกษียณที่ยาวกว่าที่คิด คนที่เกษียณตอน 60 และอยู่ถึง 85 ต้องมีเงินใช้ต่ออีก 25 ปี ซึ่งเกือบเท่ากับช่วงชีวิตการทำงานครึ่งหนึ่ง
สองเรื่องนี้รวมกันทำให้เงินก้อนเป้าหมายสูงกว่าที่หลายคนคาด ตัวอย่างคนอายุ 30 ที่อยากเกษียณตอน 60 ใช้เงินเดือนละ 20,000 บาทตามค่าเงินวันนี้ และวางแผนถึงอายุ 85 จะต้องมีเงินก้อนราว 12.9 ล้านบาท ณ วันเกษียณ
แต่ข่าวดีคือถ้าเริ่มเร็วพอ ตัวเลขที่ต้องออมต่อเดือนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะดอกเบี้ยทบต้นทำงานให้ ตารางด้านล่างใช้เป้าหมายเดียวกันทั้งหมด คือเกษียณตอน 60 ใช้เดือนละ 20,000 บาท อยู่ถึง 85 เงินเฟ้อ 3% ผลตอบแทนก่อนเกษียณ 6% หลังเกษียณ 4% และเริ่มจากศูนย์
| เริ่มออมตอนอายุ | มีเวลา | เงินก้อนที่ต้องมี | ต้องออมเดือนละ |
|---|---|---|---|
| 25 | 35 ปี | 15.0 ล้าน | 10,915 |
| 30 | 30 ปี | 12.9 ล้าน | 13,271 |
| 35 | 25 ปี | 11.2 ล้าน | 16,496 |
| 40 | 20 ปี | 9.6 ล้าน | 21,223 |
| 45 | 15 ปี | 8.3 ล้าน | 28,933 |
จุดที่น่าสังเกตคือคนที่เริ่มตอน 45 มีเป้าหมายที่ต่ำกว่าคนเริ่มตอน 25 เกือบครึ่ง แต่ต้องออมต่อเดือนมากกว่าเกือบสามเท่า เหตุผลคือเงินก้อนของคนเริ่มช้ามีเวลาให้ทบต้นน้อยกว่ามาก ทุกปีที่ผัดวันประกันพรุ่งจึงมีต้นทุนจริงที่จ่ายเป็นเงินสดทุกเดือนไปตลอด
อีกจุดที่ควรตั้งให้ถูกคือผลตอบแทนก่อนและหลังเกษียณควรใช้ตัวเลขต่างกัน ช่วงก่อนเกษียณยังมีเวลายาวจึงรับความเสี่ยงได้มากกว่าและคาดหวังผลตอบแทนสูงกว่า ส่วนช่วงหลังเกษียณต้องการความมั่นคงของเงินต้นเพราะต้องถอนใช้ทุกเดือน จึงมักย้ายไปสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่ให้ผลตอบแทนต่ำลง เครื่องมือนี้จึงแยกสองช่องไว้
ข้อจำกัดที่ต้องรู้คือผลลัพธ์อ่อนไหวมากต่อสมมติฐาน โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนและเงินเฟ้อ ควรลองใส่หลายค่าแล้วดูว่าแผนยังรอดไหมในกรณีที่ผลตอบแทนต่ำกว่าที่หวัง นอกจากนี้ยังไม่ได้รวมเงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. และค่ารักษาพยาบาลที่มักสูงขึ้นตามอายุ ซึ่งควรนำมาคิดประกอบด้วย
เครื่องมือที่ใช้ต่อได้: ดูการเติบโตของเงินออมแบบละเอียดที่ ดอกเบี้ยทบต้น · เช็คเงินสมทบและสิทธิ์ชราภาพที่ คำนวณประกันสังคม · ดูว่าเงินเข้าบัญชีจริงเหลือเท่าไรให้ออมได้ที่ ภาษีจากเงินเดือน · และถ้ายังมีหนี้ดอกสูงอยู่ ควรปิดก่อนออม ดูที่ ผ่อนขั้นต่ำบัตรเครดิต
ขึ้นกับค่าใช้จ่ายต่อเดือน จำนวนปีหลังเกษียณ และเงินเฟ้อ ตัวอย่างคนอายุ 30 อยากเกษียณตอน 60 ใช้เดือนละ 20,000 บาทตามค่าเงินวันนี้ อยู่ถึง 85 ต้องมีราว 12.9 ล้านบาท เพราะเงินเฟ้อ 3% ทำให้ค่าใช้จ่ายจริงตอนนั้นเป็นราว 48,500 บาทต่อเดือน
ยิ่งเร็วยิ่งดีมาก เป้าหมายเดียวกันคนเริ่มตอน 25 ออมเดือนละราว 10,900 บาท แต่คนเริ่มตอน 45 ต้องออมถึงราว 28,900 บาท หรือเกือบสามเท่า ทั้งที่เป้าหมายต่ำกว่าด้วยซ้ำ
เพราะเงินจำนวนเท่ากันในอนาคตซื้อของได้น้อยลง 20,000 บาทวันนี้ ผ่านไป 30 ปีที่เงินเฟ้อ 3% ต้องใช้ราว 48,500 บาทจึงจะได้คุณภาพชีวิตเท่าเดิม แผนที่ไม่คิดเงินเฟ้อจะประเมินต่ำกว่าความจริงมาก
ควรต่าง ก่อนเกษียณมีเวลายาวจึงรับความเสี่ยงได้มากกว่า ส่วนหลังเกษียณต้องการความมั่นคงเพราะถอนใช้ทุกเดือน จึงมักย้ายไปสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่ผลตอบแทนต่ำลง
ยังไม่รวมเงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข. มรดกหรือทรัพย์สินอื่น และค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นตามอายุ ควรนำมาคิดประกอบ และลองใส่สมมติฐานหลายแบบเพื่อดูว่าแผนยังรอดไหม
ถ้าเป็นหนี้ดอกเบี้ยสูงอย่างบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด ควรปิดก่อน เพราะดอกเบี้ยที่เสียมักสูงกว่าผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนมาก การปิดหนี้ 16–25% เท่ากับได้ผลตอบแทนแน่นอนในอัตรานั้นโดยไม่มีความเสี่ยง