ใส่ต้นทุนกับกำไรที่ต้องการ รู้ราคาขายทันที หรือใส่ต้นทุนกับราคาขายเพื่อดูกำไรและมาร์จิน แยกมาร์กอัปกับมาร์จินให้ชัด เหมาะกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
เรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าสับสนมากที่สุดในการตั้งราคาคือความต่างระหว่างมาร์กอัปกับมาร์จิน สองคำนี้เป็นกำไรเงินบาทก้อนเดียวกัน แต่คิดเปอร์เซ็นต์จากฐานคนละตัว มาร์กอัป (Markup) คือกำไรเทียบกับต้นทุน ส่วนมาร์จิน (Margin) คือกำไรเทียบกับราคาขาย การเข้าใจผิดตรงนี้ทำให้หลายคนตั้งราคาแล้วได้กำไรน้อยกว่าที่คิดไว้
ตัวอย่างชัด ๆ ต้นทุนสินค้า 100 บาท ขาย 150 บาท กำไร 50 บาท ถ้าคิดเป็นมาร์กอัปคือ 50 หารด้วยต้นทุน 100 เท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าคิดเป็นมาร์จินคือ 50 หารด้วยราคาขาย 150 เท่ากับแค่ 33.3 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขต่างกันทั้งที่กำไรเท่ากัน เวลาคุยกับซัพพลายเออร์หรือดูรายงานการเงิน มาร์จินคือตัวที่ใช้กันเป็นมาตรฐาน แต่เวลาตั้งราคาหน้าร้านคนมักคิดแบบมาร์กอัปเพราะบวกจากต้นทุนง่ายกว่า
จุดที่ต้องระวังคือ ถ้าอยากได้มาร์จิน 40 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย จะบวกมาร์กอัป 40 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ต้องเอาต้นทุนหารด้วย 0.6 แทน เช่นต้นทุน 200 บาท อยากได้มาร์จิน 40 เปอร์เซ็นต์ ราคาขายคือ 200 หาร 0.6 เท่ากับ 333 บาท ไม่ใช่ 280 บาทที่ได้จากการบวกมาร์กอัป 40 เปอร์เซ็นต์ เครื่องมือนี้ให้เลือกได้ว่าจะคิดแบบไหน จะได้ไม่ตั้งราคาพลาด
ก่อนตั้งราคาจริง อย่าลืมรวมต้นทุนแฝงเข้าไปในต้นทุนสินค้าด้วย ทั้งค่าส่ง ค่ากล่องแพ็ก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอย่าง Shopee หรือ Lazada ที่หักหลายเปอร์เซ็นต์ ค่าโฆษณา และค่าเสียโอกาสของสินค้าที่ขายไม่ออก ถ้าคุณจดทะเบียน VAT ควรคำนวณ VAT เพิ่มด้วย และถ้ามีโปรโมชั่นลดราคา ลองดูผลกระทบต่อกำไรด้วย เครื่องคำนวณส่วนลด
มาร์กอัป (Markup) คือกำไรคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ส่วนมาร์จิน (Margin) คือกำไรคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย ทั้งคู่เป็นกำไรเงินบาทเท่ากันแต่ฐานต่างกัน เช่นต้นทุน 100 ขาย 150 กำไร 50 บาท คิดเป็นมาร์กอัป 50% ของต้นทุน แต่เป็นมาร์จินแค่ 33.3% ของราคาขาย
วิธีง่ายสุดคือบวกมาร์กอัปเข้าไปในต้นทุน เช่นต้นทุน 200 บาท อยากได้กำไร 40% ของต้นทุน ก็ตั้งราคา 200 × 1.4 = 280 บาท แต่ถ้าอยากได้มาร์จิน 40% ของราคาขาย ต้องเอาต้นทุนหารด้วย 0.6 = 333 บาท ซึ่งได้ราคาสูงกว่า
ขึ้นกับประเภทสินค้าและการแข่งขัน สินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางมักตั้งมาร์กอัปสูง 100% ขึ้นไป อาหารและเครื่องดื่มราว 60 ถึง 300% ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มาร์จินบางมากอาจแค่ 5 ถึง 15% ควรคิดเผื่อค่าส่ง ค่าแพ็ก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าโฆษณาเข้าไปในต้นทุนก่อนตั้งราคา
ถ้าคุณจดทะเบียน VAT ราคาที่แจ้งลูกค้าทั่วไปมักเป็นราคารวม VAT แล้ว เครื่องมือนี้คำนวณกำไรจากราคาก่อน VAT ถ้าต้องการถอดหรือบวก VAT 7% ใช้เครื่องคำนวณ VAT แยกได้ ควรตั้งราคาให้กำไรที่ต้องการเหลือหลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว